สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “D” (ต่อ) # 5-08

สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “D” (ต่อ)
มนุษย์เราใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นสื่อเพื่อการติดต่อระหว่างกัน และย่อมจะใช้ภาษาที่ตนถนัดหรือภาษาตามเชื้อชาติของตนในระยะเริ่มต้น แล้วถัดจากนั้น บางคนก็อาจก้าวหน้าไปเรียนรู้และหัดใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง หรือที่เรียกกันว่า “ภาษาที่สอง” ซึ่งทั้งนี้ไม่ว่าจะใช้ภาษาใดเป็นสื่อสัมพันธ์ก็ตาม ความสำคัญย่อมขึ้นอยู่กับการรู้จักใช้ถ้อยคำที่ถูกต้อง
และการที่จะพิจารณาว่า “ถูกต้อง” หรือไม่นั้น สมควรที่จะหมายความว่าอย่างไร? คำถามนี้น่าจะมุ่งไปที่การถูกต้องกับ “กาละเทศะ” เป็นเบื้องต้น ซึ่งทั้งนี้คำว่ากาละเทศะก็เป็นสำนวนไทยซึ่งแปลว่าการควรหรือไม่ควรกับเวลาและสถานที่เป็นประเด็นซึ่งต้องคำนึงถึงก่อนอื่นใด
ถัดไปก็เป็นเรื่องของไวยากรณ์ซึ่งสำหรับถ้อยคำในภาษาอังกฤษถ้าเป็นภาษาที่สองของเราแล้ว จะต้องให้ถูกต้องอีกด้วย ถ้าเราจะใช้ภาษาของเขาในลักษณะของผู้ที่มีการศึกษาแล้ว
คำว่า “Dead” ซึ่งเราได้กล่าวถึงในสำนวนมะกันหมวดอักษร “D” นั้น ลำพังคำเดียวโดด ๆ ก็เป็นได้ทั้งคำคุณศัพท์ คำกริยาวิเศษณ์ และแม้แต่คำนาม สุดแต่การสร้างประโยค ไม่ว่าจะใช้ในภาษาพูดหรือภาษาเขียน และเมื่อครั้งก่อน ได้กระโดดข้ามอักษรมาสองสามคำ จึงขอย้อนไปแนะนำคำนั้น ๆ เพื่อให้ครบถ้วนขบวนความ กล่าวคือ
“Dead ahead” แปลว่าอยู่ตรงหน้านี่เอง หรืออยู่ถัดไปจากนี้ หรืออยู่ที่ปลายจมูกนี่เอง (= Straight ahead or directly ahead) ซึ่งเราสามารถใช้ได้ในประโยคตัวอย่างเช่น “Look out! There is a cow in the road dead ahead.” คือ “ระวังหน่อย มีวัวขวางทางอยู่บนถนนข้างหน้าน๊ะ” หรือ “The farmer said that the town we wanted was dead ahead.” คือชาวนาคนนั้นเขาบอกว่าเมืองที่เราต้องการจะไปนั้นอยู่ข้างหน้าถัดไปหน่อยเดียวเท่านั้นเอง”
“Dead & buried” หมายความว่าสิ้นซาก หรือจบเห่เรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว (= Gone forever, referring literally to persons or figuratively to ideas and other things) เราใช้ถ้อยคำนี้ได้ในประโยคตัวอย่างเช่น “Now that memories of uncle Bill are dead and buried, we can throw away his old boots.” คือเรื่องของอีตาลุงทอมแกเลือนลางจางสิ้นไปจนไม่มีใครจำได้แล้ว ฉะนั้นจะทิ้งรองเท้าบู๊ตเก่า ๆ ของแกเสียก็ไม่เป็นไรหรอกน๊ะ หรือ “That kind of thinking is dead and buried.” แนวความคิดเช่นนั้นจบเห่หมดสมัยเลิกคิดคำนึงถึงกันนานเนกาเลแล้วละ
“Dead as a doornail” ตายแหงแก๋ หรือตายซากไปแล้ว (= quite dead) แต่การที่ฝรั่งเขากล่าวเปรียบเทียบไปถึงตะปูซึ่งตอกติดอยู่ที่ประตู (Doornail) ด้วยนั้น ผู้เขียนได้พยายามค้นหาที่มาว่าทำไมจึงกล่าวถึงตะปูด้วยนั้น ยังเป็นที่จนด้วยเกล้าของผู้เขียนอยู่ เราเพียงแต่ว่าทำความรู้จักความหมายให้คุ้นหูไว้ก่อนแค่นี้ก็แล้วกัน “That cat lay there with its eyes closed, dead as a doornail.” คือไอ้เจ้าแมวตัวนั้นมันนอนนิ่งหลับตาไม่ไหวติงเลย คงตายแล้วแหง ๆ เลย
คำว่า “Dead” นี้มักจะใช้กันในรูปของคำคุณศัพท์เป็นส่วนใหญ่ โดยมีคำข้างเคียงคือ “Die” เป็นคำกริยา และ “Death” เป็นคำนาม แต่ทุกคำก็สามารถใช้ได้ในรูปแบบอื่น ๆ สุดแต่ความรู้และความสามารถของผู้ใช้ภาษานั้นโดยแท้
ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข

สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “D” (ต่อ) # 4-08

สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “D” (ต่อ)
คุณแม่น้ำทิพย์ ของคุณคิด ฉัตรประภาชัย ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มือดีของแคลิฟอร์เนียได้ถึงแก่มรณกรรมเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว เรื่องนี้ไม่แต่สร้างความสลดใจให้แก่ครอบครัวฉัตรประภาชัยเพียงเท่านั้น มิตรสหายทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ร่วมงานร่วมหน้าที่อยู่ในค่าย “เสรีชัย” ก็พลอยเศร้าเสียใจไปกับคุณคิดด้วยเป็นอย่างมาก และผู้เขียนคอลัมน์นี้ขออุทิศส่วนกุศลใด ๆ อันพึงมีจากงานของผู้เขียน ณ ที่นี้ ให้แก่คุณแม่น้ำทิพย์ ผู้ได้เดินทางขึ้นสู่สรวงสวรรค์ด้วยความราบรื่นเรียบร้อยแล้วด้วย เทอญ
ประจวบกับที่สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “D” ได้มาถึงคำว่า “Dead” ซึ่งเป็นคำสั้น ๆ ง่าย ๆ ตรงกับคำไทยว่า “ตาย” อันเป็นเรื่องใหญ่ไม่ว่าจะบังเกิดขึ้นกับใคร และแม้แต่คำว่า “Dead” นี้ ในภาษามะกันเอง ก็เป็นคำใหญ่ในลักษณะของ “Keyword” (One of the most important words to learn) และยังเป็นคำสำคัญในกลุ่มของ “Four-letter words” ตามที่ได้เคยเอ่ยถึงไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อนแล้วอีกด้วย
รวมความได้ว่า คำว่า “Dead” นี้จะต้องนำมา “สาธก” กันทั้งที่เป็นถ้อยคำสั้น ๆ ง่าย ๆ และเรื่อยไปถึงถ้อยคำที่เป็นวลีสำนวน ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่น่าเรียนรู้ทั้งสิ้น ให้เรามาเริ่มต้นดังต่อไปนี้ คือ
“Dead beat” หรือ “Deadbeat” ไม่ว่าจะเขียนติดกันหรือไม่ก็มีความหมายเหมือนกัน ว่าเป็นการเอ่ยถึงบุคคลผู้ที่สังคมพึงรังเกียจ และในประเด็นแรก อาจหมายถึงคนที่เกียจคร้าน ไม่ทำงานทำการ มัวแต่เอาเปรียบสังคมก็ได้ หรืออาจหมายถึงผู้ที่หมดอาลัยตายอยากไม่คิดอยู่เป็นผู้เป็นคนแล้วก็ได้ และในความหมายสุดท้ายก็เป็นการกล่าวถึงผู้ที่ติดค้างหนี้สินชาวบ้านไว้แล้วไม่ยอมรับรู้ คือพูดง่าย ๆ ว่าเบี้ยวหรือบิดพลิ้วกับเจ้าหนี้ และเมื่อโดนเขาติดตามทวงถามหนี้ ก็หันมาท้าตีท้าต่อย อะไรทำนองนั้น
อนึ่ง คำว่า “Deadbeat” นี้ ยังเป็นคำสแลงของภาษามะกัน ซึ่งหมายถึงผู้ที่เป็นพ่อคน แต่ละทิ้งหน้าที่ไม่ยอมส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัวและลูก ๆ ของตัวอีกก็ได้ ซึ่งเขาก็เรียกว่า “A deadbeat dad”
“Dead duck” เป็นสแลงมะกัน หมายถึง คน หรือแม้แต่เรื่องอะไรก็ตามที่เข้าถึงตาจนแล้ว ไปไหนไม่รอด ใช้ในประโยคตัวอย่างเช่น “If I drive without a driver’s license and if the police catch me, I’ll be a dead duck.” คือถ้าผมขับรถยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่และโดนตำรวจจับเข้าเมื่อใด ผมก็เป็นอันว่าเสร็จกันแน่นอน
“Dead end” ความหมายคำนี้แปลได้ตรง ๆ ไปเลยว่า “ทางตัน” ไม่สามารถเดินทางต่อไปอีกได้ หรือในความหมายของนามธรรมก็เป็นว่าไม่มีอนาคตในสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้น เช่นว่ามีบางคนคิดว่า “Waitressing is a dead-end job.” คือการที่หญิงทำหน้าที่เดินโต๊ะในร้านอาหารนั้นเป็นงานที่ไร้อนาคต แต่ในความเป็นจริงก็จะเป็นเช่นนั้นเสมอไปก็หาไม่ เพราะถ้าเกิดไปต้องตาเศรษฐีใหญ่เข้าเมื่อใด ก็เมื่อนั้นแหละ อย่าคิดว่าจะเป็นไปไม่ได้ จริงแม๊ะ
“Dead heat” คำนี้มักจะหมายถึงการแข่งขันที่ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด แพ้ชนะกันเพียงแค่ปลายจมูก เช่น “The two horses finished the race in a dead heat.” คือไอ้ม้าสองตัวนั้นแข่งกันถึงเส้นชนะแบบเส้นยาแดงผ่าแปดเท่านั้นเอง
ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข

สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “D” (ต่อ) # 3-08

สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “D” (ต่อ)
“Don’t you dare!” อย่าน๊ะ อย่ามาบังอาจกะฉันน๊ะ คำว่า “Dare” (แดร์) นี้ เป็นคำที่ถัดไปจาก “Damn” ซึ่งได้กล่าวถึงอย่างละเอียดพอสมควรเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว “แดร์” มีความสำคัญน่าเรียนรู้เพื่อจะได้ใช้พูดให้เป็นประโยชน์ในเชิงป้องกันตัว หรือศักดิ์ศรีของท่านได้อย่างชะงัด ถ้าท่านสามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง ถูกจังหวะ และด้วยน้ำเสียงตลอดจนท่าทางที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องชะงัก และเกรงขามท่านได้อีกด้วย
“Don’t you dare! Or I’ll tell my father.” อย่าน๊ะ อย่ามาบังอาจกะฉันน๊ะ เดี๋ยวฉันจะฟ้องพ่อ
คำว่า “Dare” นี้ส่วนมากมักจะใช้กันในรูปของคำกริยาซึ่งแปลว่ากล้าหาญชาญชัยที่จะมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง และในคอลัมน์นี้จะกล่าวถึงการใช้ในแบบที่เป็นที่นิยมและเป็นสำนวน เช่นว่า
“How dare you, etc.” ซึ่งหมายความว่า ท่านได้เกิดความรู้สึกฉุนกึกขึ้นมาแล้วที่โดนใครเขาล่วงเกินท่าน หรือกล่าวถ้อยคำอันเป็นการหมิ่นประมาทท่าน หรือกล่าวคำดูถูกที่จะทำให้ท่านเสียหาย
ตัวอย่างเช่น “How dare you talk to me like that?” ซึ่งแปลว่า คุณถือดียังไงถึงได้มาพูดกะฉันอย่างนี้? (ในความหมายที่ว่า หยั้งงี้มันดูถูกกันชัด ๆ นี่หว่า)
หรือในความหมายที่ว่า “How dare you take my bicycle without even asking!” คือ เอ๊งนี่มันอวดดีอย่างไรถึงได้เอารถจักรยานของอั๊วไปใช้โดยไม่ได้ขออนุญาตสักนิดเดียว
“How dare you imply that I was lying?” คุณนี่บังอาจยังไงถึงกับมาเปรียบเปรยหาว่าผมโกหก
“Sally dared Jane to race her to the end of the field.” ยายแซลลี่ได้ท้าเจนให้วิ่งแข่งกับเธอไปให้สุดสนาม
“You wouldn’t do that, would you? I dare you.” เธอไม่เอาด้วย ใช่ไหม? นี่ฉันท้าน๊ะ
“I dare say that the computer would provide a clear answer to our problem.” ผมกล้าพูดได้เลยว่า เครื่องคอมจะสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนต่อปัญหาของเราได้ และสำหรับคำว่า “Dare say” นี้ บางคนก็เขียนติดกันว่า “Daresay” ซึ่งก็ถือว่าใช้ได้เช่นกัน
นอกจากเป็นคำกริยาแล้ว คำว่า “Dare” นี้สามารถใช้เป็นคำนามก็ได้อีกด้วย และที่ใช้กันมากที่สุดและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายก็คือคำว่า “Daredevil” ซึ่งหมายถึงคนที่แสดงความกล้าบ้าบิ่น ไม่กลัวตาย ในแบบเสี่ยงมัจจุราช
และเราก็มาถึงคำว่า “Daring” ซึ่งเป็นได้ทั้งคำนามถ้าเราจะกล่าวว่า “The daring of the mountain climber” คือ ความกล้าหาญชาญชัยของนักไต่ภูเขาสูง หรือใช้เป็นคำคุณศัพท์ ถ้าเรากล่าวว่า “A daring person is willing to do things which might be dangerous.” คือ ผู้ที่ใจกล้า ๆ ก็จะพร้อมที่กระทำการอันเสี่ยงต่ออันตรายอยู่เสมอ
อนึ่ง ในภาษาอังกฤษมีคำว่า “Daring” (แด’ริง) อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว และ “Darling” (ดาร์ลิง) ซึ่งหมายถึงยอดรัก หรือยอดขมองอิ่ม ทั้งนี้ถ้าผู้ใดพูดด้วยการออกเสียงตัว “R” ซึ่งเท่ากับตัว “ร” และออกเสียงตัว “L” ซึ่งเท่ากับตัว “ล” ไม่ชัดก็เป็นที่น่าเสียดาย เพราะย่อมทำให้ผู้ฟังเขาดูหมิ่นดูแคลนไปถึงพื้นเพการอบรมและบ่มนิสัยมาตั้งแต่เยาว์วัย และมิหนำจะคิดเลยเถิดไปว่าผู้พูดด้วยการออกเสียง “ร” และ “ล” ไม่ชัดนั้นคงเป็นผู้ด้อยการศึกษาอีกเสียด้วยซี
ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข

สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “D” (ต่อ) # 2-08

สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “D” (ต่อ)
ข้อคิดประจำสัปดาห์ “โอกาสที่จะสะดุดขาตัวเองหกล้มนั้น ก็ตอนที่ออกวิ่งหนีเค้านั่นแหละ” = It’s when you run away that you’re most likely to stumble.
เมื่อขึ้นต้นด้วยอักษร “D” และคำในอักษรตัวนี้เมื่อมีตัวประกอบหรือตัวผสมเรียงกันไปตามตัวอักษรเหมือนกัน ก็หนีไม่พ้นที่จำต้องขึ้นต้นด้วยคำว่า “Damn” (แดมน์) ซึ่งตามลำพังตัวเองแปลว่า สาปแช่ง หรือประนาม ดังที่พอจะรู้ ๆ กันอยู่บ้างแล้วนั้น แต่เมื่อใดท่านได้ยินคนที่เขาพูดภาษาฝรั่งซึ่งมีคำนี้ประกอบหรือผสมโรงอยู่ในถ้อยคำที่เขาพูดอยู่นั้นด้วย ก็ขอให้เข้าใจว่า
“Oh, damn!” เพียงแค่นี้ให้ถือว่าเป็นแต่เพียงคำอุทาน ซึ่งผู้ที่เปล่งถ้อยคำนี้ออกมาไม่ได้มีเจตนาหรือความมุ่งหมายอะไรเกินไปกว่าที่พวกเราคนไทยมักพูดว่า โธ่เอ๋ย เวรกรรมจริง ๆ เท่านั้นเอง และเพี้ยนไปจากนี้ก็อาจเป็นคำว่า “Damn it” หรือ “Dam-mit” ก็เป็นได้เช่นกัน
“Damn all” เอาละ ถ้อยคำนี้ถือได้ว่าเป็นสำนวนที่ออกฤทธิ์แล้ว และหมายความว่า ไม่มีอะไรเลย หรือไม่รู้เรื่องอะไรเลย อย่างเช่นในประโยคที่ว่า “I earned damn all last week.” ซึ่งแปลว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมหาเงินไม่ได้แม้แต่นิดเดียว หรือในประโยคว่า “I know damn all about computers.” ซึ่งแปลว่า ฉันไม่รู้เรื่องเกี่ยวกันคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว เพราะฉะนั้น ขอให้จำไว้ให้ฝังใจเลยว่า “Damn all” นั้นหมายความว่าไม่ได้อะไรเลย หรือไม่มีหรือไม่รู้อะไรเลย = Nothing at all.
คำว่า “Damn” นี้ ถ้าจะว่าไปแล้ว จัดให้เป็นคำที่เรียกว่า “A four-letter word” ก็ยังไหว และคำที่เป็น “Four-letter word” นั้นถือกันว่าเป็นคำที่มีฤทธิ์และพิษสงอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ขอผลัดไปอธิบายกันในโอกาสหน้า เมื่อถึงถ้อยคำในหมวดอักษร “F” แล้วดีกว่า
“Damn” เป็นคำที่ทำหน้าที่ได้ทั้งเมื่อเป็นคำกริยา คำนาม คำคุณศัพท์ และแม้แต่ใช้เป็นคำ กริยาวิเศษณ์ ในการสร้างประโยค หรือเป็นคำอุทาน (Exclamation) หรือส่วนหนึ่งของประโยคเท่านั้นเองก็ได้ทั้งนั้น
“Damn the consequences, expenses, etc.” ถ้อยคำนี้ถือได้ว่าเป็นสำนวนหนึ่งในภาษามะกัน ซึ่งอาจแปลได้ว่า “จะเท่าไหร่ก็ช่างมัน หรือช่างแม่มัน” เช่นในประโยคว่า “Let’s celebrate” คือให้เรามาฉลองกันดีฝ่า จะอิบอ๋ายเท่าไหร่ก็ช่างแม่มัน
“I don’t give a damn what you say. I’m going.” = เอ็งจะว่ายังไงก็ช่างเอ็ง กูไปละ
“I’ll be damned……” ถ้าแปลเป็นไทยก็น่าจะพอ ๆ กับที่เราพูดกันว่า “กรรมของกูแท้ ๆ” ซึ่งเป็นคำบ่นอย่างเบื่อหน่ายเพราะเกิดผิดหวังอย่างแรง เช่นว่า “I’ll be damned if I can’t take a day off tomorrow.” ถ้าพรุ่งนี้กูขอลางานไม่ได้ ก็คงจะเป็นกรรมของกูแท้ ๆ
“I’m damned if I do and damned if I don’t.” สำนวนนี้ฝรั่งเขาถือว่าเป็นสำนวนทั้งกระบิเลย และแปลว่า “กูซวยทั้งขึ้นและล่อง” เช่นในประโยคว่า “No matter whether I go or stay, I’m in trouble. I’m damned if I do and damned if I don’t.
อย่างไรก็ดี คำ “Damn” เป็นคำตลาด หรือคำสแลงที่ไม่สุภาพ และที่ได้แนะนำมาก็เพื่อให้รู้จักไว้ และจะได้เข้าใจถ้าอีกฝ่ายหนึ่งเกิดฟิตมี ผรุสวาจาออกมาก่อน หากแต่เราควรที่จะละเว้น ถ้าไม่เหลืออดจริง ๆ ก็พึงหลีกเหลี่ยงไม่ใช้เสียเองจะดีกว่า
ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข

สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “D” # 1-08

สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “D”
มีกวีท่านหนึ่ง จะเป็นใครหรือมีนามกรว่าอะไรนั้น ผู้เขียนจำไม่ได้ เพราะนมนานกาเลเหลือเกินแล้ว จำได้แต่เพียงว่า เขาได้กล่าวเปรียบเทียบไว้ว่า การขึ้นศักราชใหม่นั้น เสมือนการเปิดหน้าใหม่ หรือขึ้นหน้าใหม่ในบันทึกชีวิตของคนเรา และอะไรที่เป็นของใหม่ ย่อมให้ความรู้สึกดี ๆ แก่ผู้ที่เป็นเจ้าของสิ่งนั้น ส่วนจะสามารถรักษาความรู้สึกกันดีเช่นนั้นไว้ได้ยืนนานสักเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถและดวงชะตาของเขาผู้นั้นโดยแท้นั่นแล
อักษร “D” เป็นอักษรตัวที่สี่ในจำนวนสระและพยันชนะภาษาอังกฤษซึ่งมีรวมกันทั้งสิ้นนับได้ถึง 26 ตัว และก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่รายการแนะนำสำนวนภาษาอังกฤษแบบมะกันในหมวดตัวอักษรตัว “D” นี้ ก็ใคร่จะอุ่นเครื่องด้วยเรื่องของการบ่งชัดว่าอักษรตัวไหนนั้นก็อะไรกันแน่ ดั่งเช่นในแบบไทย ๆ ของเรา ก็เข้าทำนองที่ว่า “ก” ไก่ “ข” ไข่ “ค” ควาย ฯลฯ
ทางด้านของฝรั่งเขาก็มีอะไรในทำนองนี้เหมือนกัน และเป็นเรื่องที่จำเป็นเมื่อเราต้องการที่จะบอกอีกฝ่ายหนึ่งให้เขียนอักษรตัวต่าง ๆ ซึ่งประกอบเป็นชื่อหรือนามเฉพาะ (Proper nouns) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพูดกันทางโทรศัพท์ แต่ผู้เขียนเองยังไม่เคยทราบว่ามีการสะกดตัวอักษรเป็นที่ยอมรับอย่างตายตัวและแพร่หลายทั่วไปเป็นที่ยอมรับกันทุกวงการเหมือนอย่างในภาษาไทยเราที่ว่า ก ก็คือ ก ไก่ ข ก็คือ ข ไข่ เว้นแต่ในวงการบริษัทสายการบินแต่ละสาย ซึ่งก็ยังเป็นเรื่องของสายใครก็สายมันอยู่ดี
หมายความว่า สายการบินของมะกัน ก็คงจะสะกดตัวอักษรกันไม่เหมือนสายการบินของอังกฤษ หรือสายการบินญี่ปุ่น ฯลฯ
แล้วอีตานี้ เราจะยึดถือหลักอะไร หรือวิธีการใด มาใช้สำหรับสะกดตัวอักษรกันเมื่อมีความจำเป็นต้องบอกกล่าวกันทางโทรศัพท์เพื่อป้องกันการสะกดตัวอักษรต่าง ๆ ในชื่อนั้น ๆ ไปอย่างผิด ๆ
คำตอบก็คงจะเป็นว่า ท่านจะเลือกใช้ถ้อยคำใด ๆ ก็ได้ ที่ฟังดูแล้วจะช่วยให้สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจนที่สุด และยากที่จะเข้าใจไปเป็นอย่างอื่นใด อาทิเช่น คำว่า “A” ก็บอกว่า “As in the word “Apple;” “B” as in “Banana;” “C” as in “Charlie;” “D” as in “Doctor;” “E” as in “Easy;” “F” as in “Funny;” “G” as in “George;” “H” as in “Harry;” “I” as in “Ice Cream;” “J” as in “Jimmy;” “K” as in “King;” “L” as in “Love;” “M” as in “Money;” “N” as in “Nancy;” “O” as in “October;” “P” as in “Peter;” “Q” as in “Queen;” “R” as in “Roger;” “S” as in “Sugar;” “T” as in “Tommy;” “U” as in “Uncle;” “V” as in “Victory;” “W” as in “William;” “X” as in “X-ray;” “Y” as in “Youngster;” “Z” as in “Zebra.”
จากตัวอย่างที่ได้แนะนำมาข้างต้นนี้ ท่านจะสังเกตเห็นได้ว่า ส่วนมากใช้ถ้อยคำซึ่งมีสองพยางค์ แทนที่จะใช้คำที่มีเพียงพยางค์เดียว และเนื่องจากการที่ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวบังคับอยู่ว่าจะต้องใช้คำนี้ หรือคำนั้น มายึดถืออย่างที่จะใช้ถ้อยคำอื่น ๆ ไม่ได้ ฉะนั้น ถ้าหากว่าท่านผู้ใดเห็นว่าเป็นการท้าทายที่จะนำถ้อยคำอื่น ๆ มาใช้แล้วจะดีกว่า ท่านจะย่อมทำได้โดยไม่ผิดกฏิกาแต่อย่างใดทั้งสิ้น
หมดเนื้อที่คอลัมน์ในมื้อนี้เสียแล้ว ต้องขอผลัดไปเริ่มแนะนำสำนวนมะกันในอักษร “D” ในสัปดาห์หน้าก็แล้วกัน
ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข