ระบำ “แคนแคน”
มื้อนี้ขอออกนอกลู่นอกทาง ออกไปจากวัตถุประสงค์ของคอลัมน์สักหน่อย เพราะเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้ทิ้งท้ายไว้เรื่องระบำแคนแคนที่ว่านี้ จึงเป็นการสมควรที่จะต้องกล่าวถึงตามที่ได้เกริ่นไว้แล้วนั้น
ระบำแคนแคนคือระบำโป๊ของชาติฝรั่งเศสซึ่งมีมานมนานกาเลแล้ว และก็ยังเป็นที่นิยมกันเรื่อยมาตราบถึงเท่าทุกวันนี้อย่างที่จะไม่มีวันเสื่อมคลายลงไปได้เลย เพราะความที่เป็นระบำโป๊แสดงโดยสาวรูปร่างเพรียว ๆ ขาขาว ๆ สวย ๆ เข้าแถวเรียงกันสลอนบนเวที นุ่งห่มลักษณะบีกีนี่ แต่ท่อนล่างเป็นกระโปรงสั้นคล้ายที่นักเรียนหญิงสวมใส่ตอนนำกองเชียร์ ส่วนจะมีมากตัวหรือน้อยตัวระบำแค่ไหนนั้นย่อมสุดแต่ว่าจะเป็นโรงละครใหญ่หรือเล็กตามอัธยาศัยของแต่ละเมืองไป
โดยปกติแล้ว ระบำแคนแคนจะใช้เป็นรายการโหมโรงเพื่อเริ่มการแสดงชุดต่อ ๆ ไปบนเวทีในโรงละครหรือในไน้ท์คลับใหญ่ ๆ อย่างเช่นที่ Lido และ Moulin Rouge ในนครปารีส ประเทศฝรั่งเศสซึ่งเป็นเจ้าของต้นตำหรับ และผู้เขียนเข้าใจว่าที่ ลาส เวกัส ในอเมริกานี่เอง จะต้องมีให้ชมได้ตามโรงแรมใหญ่ ๆ สักแห่งหนึ่งแน่ ๆ แต่สนนราคาย่อมต้องแพงสักหน่อยแน่นอน เพราะได้ยินมาว่าทางโรงแรมเขาอิมปอรต์สาว ๆ พันธุ์แท้โดยตรงจากประเทศฝรั่งเศสมาแสดงเพื่อศักดิ์ศรีของโรงแรมของเขาจะได้สูงส่งยิ่ง ๆ ขึ้นไป
นางระบำทุกตัวจะเต้น ยกขา ยกแข้ง อย่างพร้อมเพรียงกันเพราะได้ฝึกฝนกันเป็นอย่างดีมาแล้ว เขาจะเต้นเข้ากับจังหวะดนตรีซึ่งย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องใช้ดนตรีจริงแบบ “ออร์เคสตร้า” วงใหญ่ซึ่งมีพร้อมด้วยเครื่องดีด สี ตี และเป่า และบรรเลงเพลงในจังหวะที่เร้าใจ พวกนางระบำจะพากันเต้นไปทางซ้าย ย้ายไปทางขวา เลี้ยวหน้า เลี้ยวหลัง และตอนหนึ่งในการเต้นนั้นก็จะพร้อมกันหันหลังเข้าหาคนดูเสียก่อน แล้วเปิดกระโปรงขึ้นพร้อม ๆ กันโชว์ก้นขาว ๆ ของพวกหล่อน ซึ่งตอนนี้หละครับเป็นตอนที่สนุกสุดยอดของระบำ “แคน แคน” นั่นแล
ระบำแคนแคนนั้นกล่าวกันว่าเป็นหนึ่งในบรรดาของดี ๆ ที่ชาวฝรั่งเศสมีไว้เพื่อบำรุงบำเรอพวกของเขาเองและประชาโลกทั่วไปที่ชอบสนุกสนานจะเข้าร่วมรับการบันเทิงด้วยก็ไม่ว่ากัน ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว ฝรั่งเศสเขายังดังเป็นหนึ่งไม่มีสอง ในทางเครื่องดื่มน้ำเมาประเภท ไวน์ แชมเปญ และเหล้าหลังอาหารรวมทั้งบรั่นดีราคาขวดละเป็นร้อยดอลล์ อีกทั้งอาหารคาวหวานอีกมากมายจนนับไม่ถ้วน สนุกของพวกเขาละครับ
ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศมหาอำนาจหนึ่งทางด้านทวีปยุโรป แม้ในปัจจุบันไม่จัดอันดับให้เป็นประเทศอภิมหาอำนาจเทียบเท่าสหรัฐอเมริกาก็ตาม แต่ในอดีตก่อนสงครามโลกครั้งที่สองนั้นก็เป็น “ตักกสิลา” โด่งดังสำหรับคนไทยระดับเจ้าขุนมูลนายพากันส่งบุตรหลานไปเล่าเรียนเพื่อจะได้กลับมาเป็นใหญ่เป็นโตในวันข้างหน้า ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ก็เป็นหนึ่งที่เล่าเรียนศึกษอบรมด้านกฎหมายและการเมือง และได้รับปริญญาสูงสุดทางด้านนี้จากนครปารีสมาด้วยเหมือนกัน
ประเทศฝรั่งเศสได้รับการเสียหายมากในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และคงจะประกอบด้วยเรื่องภาษาของเขาซึ่งยากสำหรับคนไทยส่วนใหญ่ผู้คุ้นกับภาษาอังกฤษในลักษณะเป็นภาษาที่สอง ดังนั้นเมื่อหลังจากที่สงครามทางยุโรปและเอเชียสงบลงแล้ว คนไทยก็นิยมที่จะหันไปทางอเมริกาเพื่อการศึกษา และอะไรต่อมิอะไรมากกว่า
ในปัจจุบันนี้ ฝรั่งเศสเป็นประเทศหนึ่งในท่ามกลางหลาย ๆ ประเทศของชนชาติผิวขาว ซึ่งรวมทั้งฝรั่งขาวในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย กำลังประสบปัญหาใหญ่หลวงซึ่งทำท่าว่าจะลุกลามจนสุดความสามารถของผู้นำโลกไม่ว่าใคร หรือหน้าไหน จะสามารถแก้ไขได้เสียด้วย ผมขอยกประเด็นนี้ไปต่อในสัปดาห์หน้า
ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~`
สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “C” (ต่อ) # 8-06
สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “C” (ต่อ)
ในเรื่องของการใช้คำว่า “Can” ในฐานะเป็นกริยาช่วย Modal verb) เท่าที่ได้แบ่งออกไปเป็นหลายหัวข้อเมื่อสัปดาห์ก่อนนั้นแล้ว ท่านก็ยังอาจใช้คำว่า “Can do” เป็นการตอบรับเรื่องใด ๆ สักอย่างหนึ่ง ทำนอง
เดียวกันกับคำไทยของเราที่ว่า “ย่อมได้” ซึ่งแน่ละ เราจะพูดเช่นนั้นหรือใช้คำว่า “ย่อมได้” นี้ในลักษณะหรือสภาพการติดต่อที่เป็นกันเองแล้ว ซึ่งในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า “Informal (อินฟอร์’มัล)” อันเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับการพูดจาแบบที่เราเรียกว่า “เป็นทางการหรือมีพิธีรีตรอง หรือว่ากันอย่างเต็มยศ” หรือ “Formal (ฟอร์ มัล)”
ดังนั้น ท่านอาจใช้คำว่า “ย่อมได้” หรือ “Can do” เพื่อความหมายว่า เต็มใจหรือมีความกระตือรือร้นที่จะร่วมมือหรือปฏิบัติโอนอ่อนผ่อนตามด้วย ( = To be very willing, enthusiastic or cooperative) ตัวอย่างเช่น เมื่อลูกพี่เขาสั่งมาว่า “I need this report by tomorrow” คือ ผมต้องการให้รายงานฉบับนี้เสร็จภายในวันพรุ่งนี้น๊ะ ท่านก็อาจตอบในลักษณะที่เป็นกันเองแล้วว่า “Can do! I’ll have it for you by noon.” คือ ย่อมได้ครับ ผมจะจัดการให้ถึงคุณก่อนเที่ยงเลยทีเดียว
อนึ่ง คำว่า “Can do” นี้ยังสามารถนำมาใช้เป็นคำคุณศัพท์หรือAdjective ไปประกอบคำนามอาทิเช่นกล่าวว่า “Can-do attitude” หรือการมีท่าทีซึ่งให้ความร่วมมืออย่างเต็มใจด้วยก็ได้
เอาละ พอกันทีสำหรับคำว่า “Can” ในฐานะเป็นกริยาช่วยนำทาง (Modal verb) และตามที่ได้เกริ่นไว้ก่อนตอนต้นแล้วว่า นอกจากใช้เป็นคำกริยาช่วยแล้ว “Can” ยังสามารถใช้เป็นคำกริยาตัวจริง (Verb) และเป็นคำนาม (Noun) และแม้แต่ประกอบขึ้นให้เป็นคำคุณศัพท์อย่างเช่น Can-do ซึ่งเพิ่งกล่าวมาหยกเมื่อกี้นี้ด้วย
คำว่า “Can” เมื่อใช้เป็นคำกริยา (Verb) ก็แปลได้ว่าเป็นการบรรจุใส่กระป๋อง หรือทำการถนอมอาหาร และถ้าหากจะแปรรูปให้เป็นคำคุณศัพท์ก็ได้ ดังเช่น เมื่อเขาเขียนว่า “Canned fruit” ก็คือผลไม้กระป๋อง หรือ “Canning factory” หรือ “Cannery” (แคนเนอรี่) ก็คือโรงงานทำอาหารกระป๋อง แต่สำหรับคำหลังที่ว่า Cannery นี้ ขอให้ทราบไว้ด้วยว่าเป็นคำที่ออกเสียงคล้ายและใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษอีกคำหนึ่ง คือ “Canary” ซึ่งหมายถึงนกที่มีขนสีเหลือง ตัวเล็ก ๆ น่ารัก ชอบส่งเสียงทำนองร้องเพลงเจึ้อยแจ้วทำให้ผู้คนหลงใหลได้ปลื้มและไปซื้อมาเลี้ยงไว้ในบ้านช่องกันอยู่มิใช่น้อยเลยทีเดียว
และเมื่อมาถึงการใช้คำว่า “Can” นี้เป็นคำนาม ในรูปแบบที่ใช้กันอยู่แล้วและเป็นที่คุ้นเคยกันอยู่ทั่วไปก็คือ “Can” แปลว่า “กระป๋อง” ซึ่งหมายถึงกระป๋องอย่างกระป๋องนม (A can of milk) กระป๋องใส่อาหาร หยั่งที่เราเรียกว่า “อาหารกระป๋อง” (Canned fruit or canned vegetable) อย่างไรก็ดี คำว่า “Can” ซึ่งเมื่อหมายถึงกระป๋องนี้ สมัยก่อนทางฝั่งอังกฤษเขานิยมใช้คำว่า “Tin” ซึ่งแปลว่ากระป๋องเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากภาษาอเมริกันกำลังเป็นภาษาที่จำเป็นทั่วโลกเพราะอิทธิพลจากการเป็นอภิมหาอำนาจของมะกันในปัจจุบันนี้ อังกฤษก็อังกฤษเถอะ ตามเดินตามก้นมะกันต้อย ๆ เสียแล้ว
และก็ยังมีคำว่า “Jerry can” ซึ่งหมายถึงถังน้ำมันสำรองอย่างที่เรามักจะเห็นติดห้อยท้ายรถจิ๊ป แต่สมัยนี้อาจไม่ค่อยจะได้พบได้เห็นกันเท่าใดนักแล้ว และก็มีอีกและหนึ่ง คือคำว่า “Can-can” ซึ่งหมายถึงระบำสาวเปิดก้นของฝรั่งเศส อันเป็นที่ชื่นชอบของชายไม่ว่าหนุ่มหรือแก่ทั่วโลก ส่วนจะหาดูได้ที่ไหนนั้น มื้อหน้าจะบอกให้
ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
ในเรื่องของการใช้คำว่า “Can” ในฐานะเป็นกริยาช่วย Modal verb) เท่าที่ได้แบ่งออกไปเป็นหลายหัวข้อเมื่อสัปดาห์ก่อนนั้นแล้ว ท่านก็ยังอาจใช้คำว่า “Can do” เป็นการตอบรับเรื่องใด ๆ สักอย่างหนึ่ง ทำนอง
เดียวกันกับคำไทยของเราที่ว่า “ย่อมได้” ซึ่งแน่ละ เราจะพูดเช่นนั้นหรือใช้คำว่า “ย่อมได้” นี้ในลักษณะหรือสภาพการติดต่อที่เป็นกันเองแล้ว ซึ่งในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า “Informal (อินฟอร์’มัล)” อันเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับการพูดจาแบบที่เราเรียกว่า “เป็นทางการหรือมีพิธีรีตรอง หรือว่ากันอย่างเต็มยศ” หรือ “Formal (ฟอร์ มัล)”
ดังนั้น ท่านอาจใช้คำว่า “ย่อมได้” หรือ “Can do” เพื่อความหมายว่า เต็มใจหรือมีความกระตือรือร้นที่จะร่วมมือหรือปฏิบัติโอนอ่อนผ่อนตามด้วย ( = To be very willing, enthusiastic or cooperative) ตัวอย่างเช่น เมื่อลูกพี่เขาสั่งมาว่า “I need this report by tomorrow” คือ ผมต้องการให้รายงานฉบับนี้เสร็จภายในวันพรุ่งนี้น๊ะ ท่านก็อาจตอบในลักษณะที่เป็นกันเองแล้วว่า “Can do! I’ll have it for you by noon.” คือ ย่อมได้ครับ ผมจะจัดการให้ถึงคุณก่อนเที่ยงเลยทีเดียว
อนึ่ง คำว่า “Can do” นี้ยังสามารถนำมาใช้เป็นคำคุณศัพท์หรือAdjective ไปประกอบคำนามอาทิเช่นกล่าวว่า “Can-do attitude” หรือการมีท่าทีซึ่งให้ความร่วมมืออย่างเต็มใจด้วยก็ได้
เอาละ พอกันทีสำหรับคำว่า “Can” ในฐานะเป็นกริยาช่วยนำทาง (Modal verb) และตามที่ได้เกริ่นไว้ก่อนตอนต้นแล้วว่า นอกจากใช้เป็นคำกริยาช่วยแล้ว “Can” ยังสามารถใช้เป็นคำกริยาตัวจริง (Verb) และเป็นคำนาม (Noun) และแม้แต่ประกอบขึ้นให้เป็นคำคุณศัพท์อย่างเช่น Can-do ซึ่งเพิ่งกล่าวมาหยกเมื่อกี้นี้ด้วย
คำว่า “Can” เมื่อใช้เป็นคำกริยา (Verb) ก็แปลได้ว่าเป็นการบรรจุใส่กระป๋อง หรือทำการถนอมอาหาร และถ้าหากจะแปรรูปให้เป็นคำคุณศัพท์ก็ได้ ดังเช่น เมื่อเขาเขียนว่า “Canned fruit” ก็คือผลไม้กระป๋อง หรือ “Canning factory” หรือ “Cannery” (แคนเนอรี่) ก็คือโรงงานทำอาหารกระป๋อง แต่สำหรับคำหลังที่ว่า Cannery นี้ ขอให้ทราบไว้ด้วยว่าเป็นคำที่ออกเสียงคล้ายและใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษอีกคำหนึ่ง คือ “Canary” ซึ่งหมายถึงนกที่มีขนสีเหลือง ตัวเล็ก ๆ น่ารัก ชอบส่งเสียงทำนองร้องเพลงเจึ้อยแจ้วทำให้ผู้คนหลงใหลได้ปลื้มและไปซื้อมาเลี้ยงไว้ในบ้านช่องกันอยู่มิใช่น้อยเลยทีเดียว
และเมื่อมาถึงการใช้คำว่า “Can” นี้เป็นคำนาม ในรูปแบบที่ใช้กันอยู่แล้วและเป็นที่คุ้นเคยกันอยู่ทั่วไปก็คือ “Can” แปลว่า “กระป๋อง” ซึ่งหมายถึงกระป๋องอย่างกระป๋องนม (A can of milk) กระป๋องใส่อาหาร หยั่งที่เราเรียกว่า “อาหารกระป๋อง” (Canned fruit or canned vegetable) อย่างไรก็ดี คำว่า “Can” ซึ่งเมื่อหมายถึงกระป๋องนี้ สมัยก่อนทางฝั่งอังกฤษเขานิยมใช้คำว่า “Tin” ซึ่งแปลว่ากระป๋องเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากภาษาอเมริกันกำลังเป็นภาษาที่จำเป็นทั่วโลกเพราะอิทธิพลจากการเป็นอภิมหาอำนาจของมะกันในปัจจุบันนี้ อังกฤษก็อังกฤษเถอะ ตามเดินตามก้นมะกันต้อย ๆ เสียแล้ว
และก็ยังมีคำว่า “Jerry can” ซึ่งหมายถึงถังน้ำมันสำรองอย่างที่เรามักจะเห็นติดห้อยท้ายรถจิ๊ป แต่สมัยนี้อาจไม่ค่อยจะได้พบได้เห็นกันเท่าใดนักแล้ว และก็มีอีกและหนึ่ง คือคำว่า “Can-can” ซึ่งหมายถึงระบำสาวเปิดก้นของฝรั่งเศส อันเป็นที่ชื่นชอบของชายไม่ว่าหนุ่มหรือแก่ทั่วโลก ส่วนจะหาดูได้ที่ไหนนั้น มื้อหน้าจะบอกให้
ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “C” (ต่อ) # 7-06
สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “C” (ต่อ)
เมื่อสัปดาห์ก่อน เรามาถึงคำว่า “Can” ในฐานะที่เป็นกริยาช่วย (Modal verb) และนอกจากทำหน้าที่เป็นกริยาช่วยแล้ว คำนี้ยังสามารถใช้เป็นคำนาม และคำกริยาตัวจริงเองได้อีกด้วย
เราจำเป็นต้องจ้ำจี้จ้ำไชอยู่กับคำว่า “Can” นี้ต่อไปอีกสักพักหนึ่ง เพราะถึงแม้ว่าเราจะเรียกว่าเป็นคำกริยาช่วยก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ควรจะเรียกพวกคำที่เป็นกริยาช่วยนี้ ว่าเป็นคำที่ “ช่วยนำทาง” เพื่อบ่ง “กาล” หรือ “Tense” คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต อีกทั้งยังสามารถเน้นความหนักเบาของคำพูดหรือความหมายในประโยคนั้น ๆ ได้อีกด้วยซ้ำไป ดังนั้นจึงขอให้เรามาศึกษาและทำความเข้าใจกับคำนี้ให้แจ่มแจ้งเพื่อที่จะช่วยให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องต่อไป กล่าวคือ
(๑) เราใช้คำว่า “Can” นี้เพื่อแสดงความเป็นไปได้ หรือแสดงว่ามีความสามารถที่จะทำได้หรือไม่ได้ เช่น Jim can ride a bike. คือ จิมเขาขี่จักรยานเป็น I cannot speak French. ผมพูดภาษาฝรั่งเศสไม่เป็นหรือไม่ได้ อย่างไรก็ดีถ้าหากเราจะกล่าวชนิดบ่งลึกลงไปในความหมายของกาลเวลา เราก็มักจะใช้คำว่า “be able to” แทน เช่นว่า “The boy has been able to swim for almost a year now.” คือ เด็กนั่นว่ายน้ำได้ตั้งร่วมปีมาแล้วทีเดียว คือเราไม่ควรกล่าวว่า “The boy can swim for almost a year now.”
(๒) เราใช้คำว่า “Can” นี้เพื่อกล่าวคำขออนุญาต เช่นว่า “Can I have a drink, please?” คือ ผมขอน้ำดื่มสักแก้วหนึ่งได้ไหมครับ
(๓) เราใช้คำว่า “Can” นี้เพื่อขอความช่วยเหลือจากใครสักคนหนึ่ง เช่นว่า “Can you help me carry these books?” คือ คุณช่วยผมหิ้วหนังสือพวกนี้ไปให้ผมหน่อยได้ไหมครับ
(๔) ในทำนองเดียวกัน เราใช้คำว่า “Can” นี้เพื่อเสนอความช่วยเหลือให้แก่ผู้อื่นก็ได้ เช่นว่า “Can I help you at all?” คือ จะให้ดิฉันช่วยอะไรได้บ้างไหมค๊ะ
(๕) เราใช้คำว่า นี้เพื่อบ่งชี้ถึงลักษณะการของใครคนหนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง “He can be very annoying.” คือบางทีเขาก็กวนประสาทอย่างเหลือร้ายเลยทีเดียว หรือ “Wasp stings can be very painful.” คือเจ้าตัวต่อนั้นต่อยเข้าก็จะปวดเอาการเลยทีเดียว
อนึ่ง เราท่านก็เข้าใจกันอยู่ดีแล้วว่า เมื่อเราใช้คำว่า “Can” นี้ในประโยคที่เป็นอดีตกาล เราก็เปลี่ยนคำให้เป็นว่า “Could” แต่เราก็สามารถใช้คำว่า “Could” นี้ได้ในประโยคปัจจุบันกาล ในความหมายเดียวกับคำว่า “May” ซึ่งเป็นการ “ขอร้องหรือขอกันกินอย่างสุภาพ” เช่นว่า “Could I use your phone, please?” คือ ขอให้ผมใช้โทรศัพท์หน่อยน๊ะครับ “Could I come round next week?” ให้อะฮั้นแวะมาในสัปดาห์หน้าได้ไหมจ๊ะ “Do you think I could have a cigarette?” คุณคิดว่าผมสูบบุหรี่ตรงนี้ได้ไหมเนี๊ยะ หรือเป็นการพูดเผื่อ ๆ ไว้เพราะยังไม่มีความแน่นอนก็ได้เช่น “My wife is in the hospital - - our baby could arrive at any time.” เมียผมเข้าโรงพยาบาลไปแล้ว ทำท่าว่าใกล้จะคลอดอยู่รอมมะร่อแล้วทีเดียว ฯลฯ ฯลฯ
บางท่านอาจรู้สึกว่า เรื่องภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก และเราก็กำลังอยู่ในขั้นตอนของภาษาที่ยากจริง ๆ เสียด้วย ขอให้ทนต่อไปอีกสักนิดแล้วดีแน่ครับ
ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข
เมื่อสัปดาห์ก่อน เรามาถึงคำว่า “Can” ในฐานะที่เป็นกริยาช่วย (Modal verb) และนอกจากทำหน้าที่เป็นกริยาช่วยแล้ว คำนี้ยังสามารถใช้เป็นคำนาม และคำกริยาตัวจริงเองได้อีกด้วย
เราจำเป็นต้องจ้ำจี้จ้ำไชอยู่กับคำว่า “Can” นี้ต่อไปอีกสักพักหนึ่ง เพราะถึงแม้ว่าเราจะเรียกว่าเป็นคำกริยาช่วยก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ควรจะเรียกพวกคำที่เป็นกริยาช่วยนี้ ว่าเป็นคำที่ “ช่วยนำทาง” เพื่อบ่ง “กาล” หรือ “Tense” คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต อีกทั้งยังสามารถเน้นความหนักเบาของคำพูดหรือความหมายในประโยคนั้น ๆ ได้อีกด้วยซ้ำไป ดังนั้นจึงขอให้เรามาศึกษาและทำความเข้าใจกับคำนี้ให้แจ่มแจ้งเพื่อที่จะช่วยให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องต่อไป กล่าวคือ
(๑) เราใช้คำว่า “Can” นี้เพื่อแสดงความเป็นไปได้ หรือแสดงว่ามีความสามารถที่จะทำได้หรือไม่ได้ เช่น Jim can ride a bike. คือ จิมเขาขี่จักรยานเป็น I cannot speak French. ผมพูดภาษาฝรั่งเศสไม่เป็นหรือไม่ได้ อย่างไรก็ดีถ้าหากเราจะกล่าวชนิดบ่งลึกลงไปในความหมายของกาลเวลา เราก็มักจะใช้คำว่า “be able to” แทน เช่นว่า “The boy has been able to swim for almost a year now.” คือ เด็กนั่นว่ายน้ำได้ตั้งร่วมปีมาแล้วทีเดียว คือเราไม่ควรกล่าวว่า “The boy can swim for almost a year now.”
(๒) เราใช้คำว่า “Can” นี้เพื่อกล่าวคำขออนุญาต เช่นว่า “Can I have a drink, please?” คือ ผมขอน้ำดื่มสักแก้วหนึ่งได้ไหมครับ
(๓) เราใช้คำว่า “Can” นี้เพื่อขอความช่วยเหลือจากใครสักคนหนึ่ง เช่นว่า “Can you help me carry these books?” คือ คุณช่วยผมหิ้วหนังสือพวกนี้ไปให้ผมหน่อยได้ไหมครับ
(๔) ในทำนองเดียวกัน เราใช้คำว่า “Can” นี้เพื่อเสนอความช่วยเหลือให้แก่ผู้อื่นก็ได้ เช่นว่า “Can I help you at all?” คือ จะให้ดิฉันช่วยอะไรได้บ้างไหมค๊ะ
(๕) เราใช้คำว่า นี้เพื่อบ่งชี้ถึงลักษณะการของใครคนหนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง “He can be very annoying.” คือบางทีเขาก็กวนประสาทอย่างเหลือร้ายเลยทีเดียว หรือ “Wasp stings can be very painful.” คือเจ้าตัวต่อนั้นต่อยเข้าก็จะปวดเอาการเลยทีเดียว
อนึ่ง เราท่านก็เข้าใจกันอยู่ดีแล้วว่า เมื่อเราใช้คำว่า “Can” นี้ในประโยคที่เป็นอดีตกาล เราก็เปลี่ยนคำให้เป็นว่า “Could” แต่เราก็สามารถใช้คำว่า “Could” นี้ได้ในประโยคปัจจุบันกาล ในความหมายเดียวกับคำว่า “May” ซึ่งเป็นการ “ขอร้องหรือขอกันกินอย่างสุภาพ” เช่นว่า “Could I use your phone, please?” คือ ขอให้ผมใช้โทรศัพท์หน่อยน๊ะครับ “Could I come round next week?” ให้อะฮั้นแวะมาในสัปดาห์หน้าได้ไหมจ๊ะ “Do you think I could have a cigarette?” คุณคิดว่าผมสูบบุหรี่ตรงนี้ได้ไหมเนี๊ยะ หรือเป็นการพูดเผื่อ ๆ ไว้เพราะยังไม่มีความแน่นอนก็ได้เช่น “My wife is in the hospital - - our baby could arrive at any time.” เมียผมเข้าโรงพยาบาลไปแล้ว ทำท่าว่าใกล้จะคลอดอยู่รอมมะร่อแล้วทีเดียว ฯลฯ ฯลฯ
บางท่านอาจรู้สึกว่า เรื่องภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก และเราก็กำลังอยู่ในขั้นตอนของภาษาที่ยากจริง ๆ เสียด้วย ขอให้ทนต่อไปอีกสักนิดแล้วดีแน่ครับ
ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข
สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “C” (ต่อ) # 6-06
สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “C” (ต่อ)
เรียงตามตัวอักษร ถัดจากคำว่า “Call” ก็มาถึงคำว่า “Can” ซึ่งเป็นคำง่าย ๆ เหมือนกัน แต่มีพิษสงประจำตัวมิให้ใครดูถูก หยั่ง “ชาวนาเยี่ยงตาสี” ได้เลยทีเดียว
คำว่า “Can” นั้น ตามหลักไวยากรณ์อังกฤษจัดให้เป็นคำประเภท “Modal verbs” ซึ่งเรียกว่าเป็นคำ “กริยาช่วย” (อันเป็นกลุ่มของคำที่ทำหน้าที่แตกต่างไปจากคำประเภท “กริยาวิเศษณ์” )
พวกคำที่เป็นกริยาช่วย (Modal verbs) นั้นก็ได้แก่ Can, Could, May, Might, Must, Ought to, shall, should, will, would, Dare, Need, Have to, and Used to. และหลายคำตามที่ได้เอ่ยถึงมานี้สามารถใช้เป็นคำนามได้อีกเสียด้วย ซึ่งเราก็จะได้นำมาตีแผ่กันต่อไป
แน่ละ คำว่า “กริยาช่วย” ก็ย่อมมีหน้าที่แตกต่างออกไปจากคำว่า “กริยาวิเศษณ์” และ ณ ที่นี้ ขอให้ทำความเข้าใจไว้เพียงสั้น ๆ ก่อนว่า (๑) คำที่เป็นกริยาช่วยนั้นมีอยู่เพียงเท่าที่เอ่ยมาในวรรคก่อนนี้แล้วเท่านั้น ส่วนกริยาวิเศษณ์นั้นมีมากมายหลายกระบุงโกย และว่ากันตามหลักแล้ว ทุกคำที่เป็นคุณศัพท์เมื่อต่อท้ายด้วย “ly” ก็แปลงกายไปเป็นกริยาวิเศษณ์ได้ดั่งใจนึก (๒) คำที่เป็นกริยาช่วย (Modal Verbs) ก็ทำหน้าที่ช่วยคำกริยาตัวจริงทำให้มีความหมายเน้นหนักลงไปทางหนึ่งทางใดก็ได้ หรือจะทำให้น้ำหนักกลับเบาลงไปบ้างก็ได้ หรือทำให้รู้ว่าเป็นเรื่องในอดีต หรือปัจจุบัน หรือจะลามปามไปเป็นเรื่องในอนาคตอย่างที่เราเรียกว่า “กาล” หรือ “Tense” คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ฯลฯ ก็ยังได้
เออแน่ะ ตั้งใจให้เป็นเพียงคอลัมน์ของสำนวนอเมริกัน แล้วไหงจึงหลุดออกมาว่ากันถึงเรื่องไวยากรณ์ไปแล้วก็ไม่รู้ แต่จะว่าไปเป็นไรมี การใช้ภาษาที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษาที่หนึ่งหรือที่สองของผู้นั้นก็เป็นการส่อแสดงว่าเขาเป็น “ผู้ที่มีการศึกษา” (Educated) อันเป็นความรู้สึกที่ฝรั่งเขาเรียกว่า “Self esteem” หรือ “กูแน่”ซึ่งคนเราน่าจะมีบ้างพอสมควรมิใช่ฤา
กลับไปหาคำว่า “Can” ต่อไปอีกสักพัก รับรองว่าไม่เสียเที่ยวหรือเสียเวลาไปเปล่า ๆ ปลี้ ๆ หรอกน่า
เราก็คุ้นกับคำว่า “Can” อยู่กันมากพอสมควรแล้วในความหมายว่าทำได้หรือมิได้ คือมุ่งไปที่ความสามารถ หรือความเป็นไปได้ อย่างที่เราใช้กันในประโยคที่ว่า Can I do this? Can I do that? Can you call back tomorrow? Etc. เมื่อเป็นเรื่องของปัจจุบันกาล และถ้าเป็นอดีตกาล เราก็ใช้คำว่า “Could”
เนื้อที่ของคอลัมน์ที่กะว่าพอประมาณสำหรับมื้อนี้หมดลงเสียแล้ว ขอยกไปต่อในมื้อหน้าน๊ะครับ
ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข
เรียงตามตัวอักษร ถัดจากคำว่า “Call” ก็มาถึงคำว่า “Can” ซึ่งเป็นคำง่าย ๆ เหมือนกัน แต่มีพิษสงประจำตัวมิให้ใครดูถูก หยั่ง “ชาวนาเยี่ยงตาสี” ได้เลยทีเดียว
คำว่า “Can” นั้น ตามหลักไวยากรณ์อังกฤษจัดให้เป็นคำประเภท “Modal verbs” ซึ่งเรียกว่าเป็นคำ “กริยาช่วย” (อันเป็นกลุ่มของคำที่ทำหน้าที่แตกต่างไปจากคำประเภท “กริยาวิเศษณ์” )
พวกคำที่เป็นกริยาช่วย (Modal verbs) นั้นก็ได้แก่ Can, Could, May, Might, Must, Ought to, shall, should, will, would, Dare, Need, Have to, and Used to. และหลายคำตามที่ได้เอ่ยถึงมานี้สามารถใช้เป็นคำนามได้อีกเสียด้วย ซึ่งเราก็จะได้นำมาตีแผ่กันต่อไป
แน่ละ คำว่า “กริยาช่วย” ก็ย่อมมีหน้าที่แตกต่างออกไปจากคำว่า “กริยาวิเศษณ์” และ ณ ที่นี้ ขอให้ทำความเข้าใจไว้เพียงสั้น ๆ ก่อนว่า (๑) คำที่เป็นกริยาช่วยนั้นมีอยู่เพียงเท่าที่เอ่ยมาในวรรคก่อนนี้แล้วเท่านั้น ส่วนกริยาวิเศษณ์นั้นมีมากมายหลายกระบุงโกย และว่ากันตามหลักแล้ว ทุกคำที่เป็นคุณศัพท์เมื่อต่อท้ายด้วย “ly” ก็แปลงกายไปเป็นกริยาวิเศษณ์ได้ดั่งใจนึก (๒) คำที่เป็นกริยาช่วย (Modal Verbs) ก็ทำหน้าที่ช่วยคำกริยาตัวจริงทำให้มีความหมายเน้นหนักลงไปทางหนึ่งทางใดก็ได้ หรือจะทำให้น้ำหนักกลับเบาลงไปบ้างก็ได้ หรือทำให้รู้ว่าเป็นเรื่องในอดีต หรือปัจจุบัน หรือจะลามปามไปเป็นเรื่องในอนาคตอย่างที่เราเรียกว่า “กาล” หรือ “Tense” คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ฯลฯ ก็ยังได้
เออแน่ะ ตั้งใจให้เป็นเพียงคอลัมน์ของสำนวนอเมริกัน แล้วไหงจึงหลุดออกมาว่ากันถึงเรื่องไวยากรณ์ไปแล้วก็ไม่รู้ แต่จะว่าไปเป็นไรมี การใช้ภาษาที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษาที่หนึ่งหรือที่สองของผู้นั้นก็เป็นการส่อแสดงว่าเขาเป็น “ผู้ที่มีการศึกษา” (Educated) อันเป็นความรู้สึกที่ฝรั่งเขาเรียกว่า “Self esteem” หรือ “กูแน่”ซึ่งคนเราน่าจะมีบ้างพอสมควรมิใช่ฤา
กลับไปหาคำว่า “Can” ต่อไปอีกสักพัก รับรองว่าไม่เสียเที่ยวหรือเสียเวลาไปเปล่า ๆ ปลี้ ๆ หรอกน่า
เราก็คุ้นกับคำว่า “Can” อยู่กันมากพอสมควรแล้วในความหมายว่าทำได้หรือมิได้ คือมุ่งไปที่ความสามารถ หรือความเป็นไปได้ อย่างที่เราใช้กันในประโยคที่ว่า Can I do this? Can I do that? Can you call back tomorrow? Etc. เมื่อเป็นเรื่องของปัจจุบันกาล และถ้าเป็นอดีตกาล เราก็ใช้คำว่า “Could”
เนื้อที่ของคอลัมน์ที่กะว่าพอประมาณสำหรับมื้อนี้หมดลงเสียแล้ว ขอยกไปต่อในมื้อหน้าน๊ะครับ
ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข
สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “C” (ต่อ) # 5-06
สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “C” (ต่อ)
คำว่า “คอลล์” (Call) ซึ่งเป็นคำง่าย ๆ และเมื่อเรียนรู้จนสามารถเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง ก็ย่อมอำนวยประโยชน์มากเหลือหลาย
คำง่าย ๆ สั้น ๆ นี้สามารถใช้ได้ทั้งในรูปของคำกริยา ( To call, v. ) ดังที่ได้อธิบายไปแล้วในสัปดาห์ก่อน และต่อไปนี้ก็ขอให้เรามาว่ากันในด้านการใช้คำเดียวกันนี้รูปของคำนาม อาทิเช่น
ในประโยคคำถามเช่น “Were there any calls for me while I was out?” คือ ถามว่า “มีใคร(โทร) เรียกเข้ามาบ้างหรือเปล่าเมื่อตอนผมออกไปข้างนอกนั้น” หรืออย่างเช่นในคำถามที่ว่า “I left a message for John, but he didn’t return my call.” คือ “ผมได้สั่งความถึงจอห์นไว้ก่อนแล้ว แต่เขายังไม่ได้โทรกลับมาหาผมเลย” ทั้งนี้ ขอให้สังเกตว่าคำว่า Call หรือ Calls ในสองประโยคที่กล่าวมาข้างต้นนี้มาในรูปของคำนามแบบเดียวกัน
Call for something: “There was no call for such rudeness.” คือ “มันมิใช่เรื่องบังควรที่จะต้องทำหยาบคายเช่นนั้นเลย”
Call of duty: “Jimmy answered the call of duty and enlisted in the army.” คือ “จิมมี่ถือว่าหน้าที่เรียกร้อง จึงต้องไปลงชื่อเข้าเป็นทหารประจำการไปเลย”
Call of nature: “Excuse me a few minutes. I have to answer a call of nature.” คือ “ขอตัวเดี๋ยวน๊ะเธอ ต้องไปห้องสุขาเสียแล้ว” หรือถ้าจะกล่าวกันให้สั้นลงไปกว่านั้นอีกก็ได้ คือ “Excuse me; it’s my nature call.” คือ “โทษน๊ะ ขอไปห้องน้ำสักประเดี๋ยว”
Call of something: Feel the call of the sea. The call of vacation, etc. คือ กำลังมีอารมณ์ที่อยากไปไหน หรือทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ก็กล่าวได้ว่า “ทะเลมันเรียกร้อง” หรือ “นึกอยากออกไปเที่ยวพักผ่อนสักทีแล้ว”
Close call: “A close call” หมายถึงการที่ได้รอดพ้นอันตรายที่ร้ายแรงสักอย่างหนึ่งไปได้อย่างหวุดหวิดเลยทีเดียว
First call on something: หมายถึงการมีสิทธิที่จะได้ทำอะไรสักอย่างหนึ่งก่อนผู้อื่น เข้าทำนองประเภท “อภิสิทธิ์” ก็ว่าได้
Last call: “This is your last call!” คำประกาศแจ้งให้ทราบว่ากำลังเรียกเป็นครั้งสุดท้าย และจะไม่มีการเรียกซ้ำอีกแล้ว
On call: หมายถึงการที่ต้องนั่งเฝ้ารับการเรียกตัวทางโทรศัพท์ และจะทิ้งหน้าที่ไปไหนไม่ได้ จนกว่าจะหมดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้านั้น ๆ แล้ว
Call box: ตู้โทรศัพท์ข้างทางด่วน ซึ่งมักมีตั้งไว้เป็นระยะ ๆ เพื่อติดต่อขอความช่วยเหลือ
Call girl: ตรงกับภาษาไทยที่เรียกกันว่า “นางทางโทรศัพท์”
Beg and call: “One thing good about being the boss is that you always have someone at your beck and call.” ประโยคนี้แปลได้ว่า “ไอ้การเป็นจ้าวเป็นนายคนนั้น มันย่อมดีไปอย่าง คือจะมีคนคอยรองมือรองตีน ให้จิกหัวใช้ได้ตลอดเวลา”
Calling คำว่า “คอลลิ่ง” นี้ เป็นคำนามซึ่งแปลว่า “อาชีพ” แต่สมัยนี้มักไม่สู้จะเป็นที่นิยมใช้กันแล้ว
ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข
คำว่า “คอลล์” (Call) ซึ่งเป็นคำง่าย ๆ และเมื่อเรียนรู้จนสามารถเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง ก็ย่อมอำนวยประโยชน์มากเหลือหลาย
คำง่าย ๆ สั้น ๆ นี้สามารถใช้ได้ทั้งในรูปของคำกริยา ( To call, v. ) ดังที่ได้อธิบายไปแล้วในสัปดาห์ก่อน และต่อไปนี้ก็ขอให้เรามาว่ากันในด้านการใช้คำเดียวกันนี้รูปของคำนาม อาทิเช่น
ในประโยคคำถามเช่น “Were there any calls for me while I was out?” คือ ถามว่า “มีใคร(โทร) เรียกเข้ามาบ้างหรือเปล่าเมื่อตอนผมออกไปข้างนอกนั้น” หรืออย่างเช่นในคำถามที่ว่า “I left a message for John, but he didn’t return my call.” คือ “ผมได้สั่งความถึงจอห์นไว้ก่อนแล้ว แต่เขายังไม่ได้โทรกลับมาหาผมเลย” ทั้งนี้ ขอให้สังเกตว่าคำว่า Call หรือ Calls ในสองประโยคที่กล่าวมาข้างต้นนี้มาในรูปของคำนามแบบเดียวกัน
Call for something: “There was no call for such rudeness.” คือ “มันมิใช่เรื่องบังควรที่จะต้องทำหยาบคายเช่นนั้นเลย”
Call of duty: “Jimmy answered the call of duty and enlisted in the army.” คือ “จิมมี่ถือว่าหน้าที่เรียกร้อง จึงต้องไปลงชื่อเข้าเป็นทหารประจำการไปเลย”
Call of nature: “Excuse me a few minutes. I have to answer a call of nature.” คือ “ขอตัวเดี๋ยวน๊ะเธอ ต้องไปห้องสุขาเสียแล้ว” หรือถ้าจะกล่าวกันให้สั้นลงไปกว่านั้นอีกก็ได้ คือ “Excuse me; it’s my nature call.” คือ “โทษน๊ะ ขอไปห้องน้ำสักประเดี๋ยว”
Call of something: Feel the call of the sea. The call of vacation, etc. คือ กำลังมีอารมณ์ที่อยากไปไหน หรือทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ก็กล่าวได้ว่า “ทะเลมันเรียกร้อง” หรือ “นึกอยากออกไปเที่ยวพักผ่อนสักทีแล้ว”
Close call: “A close call” หมายถึงการที่ได้รอดพ้นอันตรายที่ร้ายแรงสักอย่างหนึ่งไปได้อย่างหวุดหวิดเลยทีเดียว
First call on something: หมายถึงการมีสิทธิที่จะได้ทำอะไรสักอย่างหนึ่งก่อนผู้อื่น เข้าทำนองประเภท “อภิสิทธิ์” ก็ว่าได้
Last call: “This is your last call!” คำประกาศแจ้งให้ทราบว่ากำลังเรียกเป็นครั้งสุดท้าย และจะไม่มีการเรียกซ้ำอีกแล้ว
On call: หมายถึงการที่ต้องนั่งเฝ้ารับการเรียกตัวทางโทรศัพท์ และจะทิ้งหน้าที่ไปไหนไม่ได้ จนกว่าจะหมดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้านั้น ๆ แล้ว
Call box: ตู้โทรศัพท์ข้างทางด่วน ซึ่งมักมีตั้งไว้เป็นระยะ ๆ เพื่อติดต่อขอความช่วยเหลือ
Call girl: ตรงกับภาษาไทยที่เรียกกันว่า “นางทางโทรศัพท์”
Beg and call: “One thing good about being the boss is that you always have someone at your beck and call.” ประโยคนี้แปลได้ว่า “ไอ้การเป็นจ้าวเป็นนายคนนั้น มันย่อมดีไปอย่าง คือจะมีคนคอยรองมือรองตีน ให้จิกหัวใช้ได้ตลอดเวลา”
Calling คำว่า “คอลลิ่ง” นี้ เป็นคำนามซึ่งแปลว่า “อาชีพ” แต่สมัยนี้มักไม่สู้จะเป็นที่นิยมใช้กันแล้ว
ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข
Subscribe to:
Posts (Atom)