สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “C” (ต่อ) # 4-06

สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “C” (ต่อ)
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราอยู่ในระหว่างคำ “Call” เมื่อทำหน้าที่เป็นคำกริยา (Verb) แล้วมีความหมายเป็นสำนวนอันต้องศึกษาทำความเข้าใจในรูปแบบต่าง ๆ ดังที่ได้แนะนำไปบ้างแล้วนั้น
คำว่า “Call” นี้ ยังอาจมาในรูปแบบที่มีคำอื่นซึ่งเป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb) หรือ บุรพบท (Preposition) เข้ามาพ่วงประกอบ ทำให้มีความหมายกลายเป็นสำนวนออกไปได้อีกมากคำอาทิเช่น
Call for = “I have been promoted. This calls for celebration!” คือ “ผมได้เลื่อนชั้นขึ้นไปให้รับตำแหน่งใหม่แล้วซิ อย่างนี้ต้องไปฉลองกันหน่อยแล้ว” หรือในประโยคว่า “That rude remark was not called for.” ก็เป็นว่า “คำกล่าวอย่างหยาบ ๆ คาย ๆ เช่นนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งทีเดียว”
Call forth = “That speech called forth an angry response.” ก็เป็นว่า “การกล่าวคำปราศัยครั้งนั้นทำให้เกิดความโกรธแค้นในหมู่ผู้ฟังเป็นอันมาก”
Call up = “The sound of happy laughter calls up memories of my childhood.” คือ “เสียงหัวเราะอย่างสดชื่นรื่นรมย์นั้นทำให้รำลึกถึงความทรงจำเก่า ๆ สมัยที่ฉันยังเป็นเด็กเมื่อครั้งกระโน้นเป็นอย่างมาก”
ทั้งสิ้นที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นทั้งวันนี้และสัปดาห์ก่อน ก็เป็นการใช้คำว่า “Call” เมื่อทำหน้าที่เป็นคำกริยาและเป็นสำนวนอันน่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะไปถึงการใช้คำว่า “Call” นี้เมื่อเป็นคำนาม ยังมีคำว่า “WILL CALL” ซึ่งตามลำพังตัวเองนั้น ดูประหนึ่งว่าเป็นคำกริยา แต่เป็นศัพท์อเมริกันที่คาบลูกคาบดอก และถ้าจะแปลกันตรงไปตรงมาตามตัวอักษร ก็น่าจะหมายความว่า “จะแวะมาหา หรือจะติดต่อมา”
แต่ความหมายของคำนี้ ในทางปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องการกล่าวถึงแผนกหนึ่งในธุรกิจซึ่งอาจเป็นห้างร้านขนาดใหญ่ หรือแม้แต่สถานที่มหรสพ อย่างเช่นโรงละคร หรือสถานที่แสดงมหกรรมดนตรี ฯลฯ
“WILL CALL” = The department, as of a large store, at which articles are held to be picked up, as when paid for. Or the ticket window of a theatre or playhouse, at which reserved tickets are to be picked up.
กล่าวคือคำว่า “WILL CALL” นี้ มักจะเป็นแผ่นป้ายซึ่งติดไว้หน้าเคาน์เตอร์หนึ่งในห้างสรรพสินค้า ซึ่งหมายถึงเป็นแผนกที่ลูกค้าสามารถติดต่อรับสินค้าที่ได้สั่งจองไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วก็ดี หรือถ้าเป็นที่โรงละครหรือโรงมหรสพ ก็จะเป็นป้ายหนึ่งที่ติดไว้เหนือช่องจำหน่ายตั๋วช่องหนึ่ง ซึ่งเป็นช่องเฉพาะสำหรับผู้ที่ได้สั่งจองตั๋วไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว และเพียงแต่มาแสดงตัวเพื่อขอรับตั๋วนั้น ๆ ซึ่งเป็นบัตรเพื่อผ่านประตูเข้าไปชมการแสดงต่อไปนั่นเอง

ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข

สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “C” (ต่อ) # 3-06

สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “C” (ต่อ)
“Call” คำว่า “คอลล์” เป็นคำง่าย ๆ ใช้กันอยู่เป็นประจำติดปาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังน่าศึกษาให้สามารถเข้าใจวิธีใช้ได้อย่างถูกต้อง กล่าวคือ ภาษาอังกฤษคำนี้สามารถใช้ได้ทั้งในรูปของคำกริยาแบบหนึ่งก็ได้ และในรูปของคำนามอีกแบบหนึ่งก็ได้เหมือนกัน สุดแต่การสร้างประโยค และคำว่า “การสร้างประโยค” นี้ ในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า “Syntax” (ซิน’แทคซ)

ขอให้เรามาเริ่มด้วยการใช้คำนี้เป็นคำกริยากันก่อน ซึ่งแน่ละ พวกเราใช้กันอยู่เป็นคำประจำวันอยู่แล้ว แต่ ณ ที่นี้ มีประโยคตัวอย่างอันน่าศึกษาและสนใจอยู่มิใช่น้อย เช่นว่า
Call = “His name is Richard but we call it Dick.” คือ เขาชื่อริชาร์ดแต่เรามักเรียกเขาว่าดิก
Call a halt = “Let us call a halt and continue tomorrow.” คือ ให้เราพักไว้เพียงแค่นี้ก่อนแล้วค่อยว่ากันต่อในวันพรุ่งนี้เถอะ
Call in sick = “I just called in sick because I have not been feeling well today.” อะฮันเพิ่งโทรไปขอลาป่วยเมื่อกี้นี้เพราะวันนี้รู้สึกไม่สบายเลยทีเดียว
Call it a day = “Bob studied hard till 10 P.M., then decided to call it a day and went straight to bed.” นายบ๊อบเรียนอย่างคร่ำเคร่งจนกระทั่งถึงสี่ทุ่ม และตัดใจเลิกเสียทีสำหรับวันนี้ ซึ่งว่าแล้วก็โดดขึ้นเตียงนอนไปเลย
Call it quits (คอลล์ อิท ควิทซ) = “When Tom had painted half the garage, he called it quits.” เมื่อตาทอมทาสีโรงรถไปได้ถึงครึ่งโรงแล้ว ก็เลิกลาไปเลย อย่างไรก็ดี วลีนี้คล้ายวลีก่อนที่ว่า “Call it a day” ซึ่งมีความหมายทำนองพักวันนี้เพื่อทำต่อใหม่ในวันหลัง แต่ “Call it quits” เป็นเรื่องเลิกแล้ว เลิกไปเลย
Call somebody names = “That idiot called me names.” ไอ้เวรนั่นมันด่าผมอย่างเสีย ๆ หาย ๆ
Call the shots = “John calls the shots.” นายจอห์นเขาอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบ สามารถทำอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ
Call a spade a spade = “speak plainly and frankly.” พูดกันอย่างง่าย ๆ ตรงไปตรงมา ไม่ต้องอ้อมค้อม
Let’s call the meeting to order = “Ask the people in a meeting to be silent so that business may start or continue.” เรียกให้ผู้ที่เข้าร่วมการประชุมให้อยู่ในระเบียบและความสงบเรียบร้อย
“Could you call by on your way home?” ตอนที่เธอจะกลับบ้าน ช่วยแวะมาหน่อยได้ไหม?
“I now call upon the chairman to address the meeting.” กระผมขอเชิญท่านประธานให้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมได้แล้วครับ (ยังมีต่อ)

ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “C” # 2-06

สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “C”
สัปดาห์แรกของปีใหม่ 2006 เราประเดิมเป็นสำนวนแรกด้วยคำว่า “A piece of cake” ซึ่งฝรั่งเขาหมายความถึง “เรื่องง่าย ๆ หรือของกล้วย ๆ” ไปแล้ว และคำว่า “Cake” นี้ ยังสามารถนำไปใช้ประกอบคำอื่น ๆ เพื่อสร้างขึ้นให้เป็นสำนวนในภาษาอังกฤษ หรืออังกฤษอเมริกันได้อีกหลายสำนวน กล่าวคือ
“A slice of the cake” ซึ่งถ้าแปลตรงตัวก็หมายความว่า “ขนมเค็กชิ้นหนึ่ง แต่ถ้าท่านมิได้กำลังร่วมงานเลี้ยงฉลองอะไรกันอยู่แล้ว วลีนี้อาจเป็นสำนวนซึ่งเขาหมายความว่า เป็นส่วนแบ่งผลประโยชน์หรือผลกำไรอะไรสักอย่างหนึ่งจากกิจการงานซึ่งผู้ร่วมทำงานอยู่นั้นตั้งหน้าตั้งตารอคอย หรือคาดหมายที่จะได้รับจากการจัดสรรให้ด้วย
A slice of the cake = a share of benefits or profits one is or feels entitled to
สำนวนนี้นำไปใช้ได้ในประโยคตัวอย่างเช่น As workers in a profit-making industry, miners are demanding a larger slice of the cake. ซึ่งแปลว่า “กรรมกรในเหมืองแร่ที่ตามประเพณีกำหนดว่าจะมีการแบ่งปันผลกำไรกันด้วยนั้น กำลังเรียกร้องขอส่วนแบ่งจากผลกำไรให้ได้มากขึ้นไปอีก อนึ่งสำนวนนี้อาจแปรออกไปเป็นว่า “A share of the cake” แทนที่จะเป็นเพียงว่า “A slice of the cake” ก็ขอให้ถือได้ว่าทั้งสองแบบมีความหมายเช่นเดียวกันอยู่ดี
“Have one’s cake and eat it.” นี่ก็อีกสำนวนหนึ่งซึ่งถ้าแปลตรงตัว หรือแปลอย่างตรงไปตรงมาก็เป็นว่า “มีขนมเค็กอยู่ และกินมันเสียด้วย” ซึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าจะให้มีขนมเค็กอยู่ ก็ต้องไม่กินมัน หรือถ้าจะกินมันเสีย ก็ย่อมจะไม่มีขนมเค็กเหลืออยู่อีกต่อไปแน่นอน
หมายความว่า จะเอาท่าไหน ก็ต้องเลือกเอาเสียอย่าง ไม่ใช่หวังที่จะได้ลูกเดียว หรือจะได้ทั้งขึ้นและล่อง
Have one’s cake and eat it. = enjoy the benefits from two alternative courses of action, when only one or the other is possible. ประโยคตัวอย่างสำหรับการใช้สำนวนนี้ก็มี อาทิเช่น
John wants a regular income but doesn’t want to work. He can’t have his cake and eat it! คือ อีตาจอห์นอยากมีรายได้ที่ไหลมาประจำแต่ไม่ต้องการทำงานทำการอะไร มันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่หวังเอาแต่สบายทั้งขึ้นทั้งล่องเช่นนั้น นอกจากนั้นแล้ว ยังมีอีกสำนวนหนึ่งที่ใช้คำว่า Cake เช่นกัน แต่สำนวนนี้ออกจะโบราณอยู่สักหน่อย กระนั้นก็คิดเสียว่า “รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม” คือคำว่า “Cakes and ale” ซึ่งตรงตัวหมายถึง “ขนมและเบียร์ประเภทหนึ่ง
“Cakes and ale” = pleasurable things in life.
ใช้ในประโยคอย่างเช่น “Life is not all cakes and ale.” คือสำนวนนี้เปรียบได้คล้ายของไทยเราที่กล่าวว่า “ชีวิตคนเรานั้น ใช่ว่าจะมีแต่ราบรื่นโรยทางที่เต็มไปด้วยกลีบกุหลาบเสมอไปก็หาไม่”

ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข

LIFE MUST GO ON…….# 1-06

LIFE MUST GO ON…….
วันรื่นเริงเถลิงศกใหม่ 2006 ได้ผ่านพ้นไปหยก ๆ แต่ก็ยังซาบซ่านอยู่ด้วยความชื่นมื่นของผู้คนทั้งหลาย แทบทุกชาติทุกภาษา และส่วนใหญ่ก็ได้ฉลองส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่กันอย่างสุดเหวี่ยง เท่าที่โอกาสและสังขารพึงอำนวยให้ได้
หลายคนฉลองเพราะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปีที่แล้ว ซึ่งในขณะเดียวกัน อีกหลายคนฉลองเพราะถือว่าเสร็จสิ้นกันทีสำหรับปีที่บัดซบ ส่วนพวกที่ฉลองเพราะปีที่แล้วเป็นปีที่เท่าทุนก็มี และพวกที่ฉลองเพราะเห็นใคร ๆ เขาฉลองกัน ก็ต้องเอากับเขาด้วยในจำนวนคนที่อาจมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ที่ได้กล่าวถึงมาแล้วนั้นเสียด้วยซ้ำไป

นอกเหนือไปจากนั้นแล้ว ก็มีอีกมากที่ฉลองเพราะชอบของใหม่อะไรที่ใหม่ ๆ สด ๆ หรือ ชี ๆ แป๊ะ ๆ ดังนั้นเมื่อปีใหม่มาถึงอีกปีหนึ่งก็ต้องฉลองเข้าไว้ก่อน ทั้ง ๆ ที่จะออกหัว ออกก้อย ก็ยังไม่รู้เลย ซึ่งแน่ละ จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อชีวิตยังไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นกันต่อไป

ฝรั่งเขาว่า “Life must go on.” และเขามีสุภาษิตเก่า ๆ ที่ว่า “While (or Where) there is life, there is hope.” คือเมื่อมีชีวิต ก็ยังมีความหวัง ซึ่งความหวังในที่นี้ย่อมหมายความถึง การตั้งความหวังในสิ่งที่ดีงามทั้งหลายแหล่จะบังเกิดขึ้นกับเรา เช่นนี้ฝรั่งเขาเรียกว่าพวก “Optimist” (ออพ’ทะมีสท) คือเป็นผู้ที่มองโลกในแง่ดี แต่ถ้าใครชอบมีความคิดหรือความหวังไปในทางตรงข้าม เขาก็เรียกว่าเป็นพวก “Pessimist” (เพส’สะมิสท) คือเป็นผู้ที่มองโลกในแง่ร้ายเสมอ หรือเป็นผู้ที่หมดอาลัยตายอยากกับชีวิตเสียแล้ว อย่างไรก็ดี กล่าวได้ว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นเรากำลังถลำเข้าไปในเรื่องของจิตวิทยาเสียแล้ว สมควรที่จะถอยดีกว่า ถอยกลับเข้าเรื่องสำนวนมะกันของเราต่อไปเสียทีจะดีกว่า

ขึ้นปีใหม่ ก็ขึ้นหมวดใหม่ในอักษร “C” เพราะสำนวนในอักษร “B” ได้จบสิ้นขบวนการไปแล้ว

ดังนั้น ให้เราพาดหัวด้วยตัวเขื่องว่า
สำนวนอเมริกันในหมวดอักษร “C”
เราประเดิมคำแรกด้วยคำว่า “A piece of cake” คือเรื่องง่าย ๆ หรือของกล้วย ๆ
A piece of cake = thing that is very easy. ซึ่งเขามักจะพูดกันในประโยคทำนองว่า “The exam paper was a piece of cake.” ซึ่งแปลความได้ว่า “ข้อสอบนั้นเป็นเรื่องง่าย ๆ หรือของหมู ๆ หรือในประโยคที่ว่า “Persuading him to give us a day off won’t be a piece of cake.” แปลว่า “ไอ้ที่จะพูดจาหว่านล้อมใจให้เขา (จ้าวนาย) ยอมให้พวกเราหยุดได้สักวันหนึ่งนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยทีเดียว”
ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข

ลาพักผ่อนเพื่อชาร์จไฟใหม่ # 37-05

ลาพักผ่อนเพื่อชาร์จไฟใหม่
ผู้เขียนต้องขอลาไปพักผ่อนเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ และจะกลับมาเขียนคอลัมน์นี้ต่อไปเมื่อเทศกาล Thanksgiving ได้ผ่านพ้น โดยเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม ศกนี้ เป็นต้นไป

ผู้เขียนได้ใช้คำว่า “ชาร์จไฟใหม่” ซึ่งเป็นวลีที่เลียนแบบภาษาอังกฤษโดยที่ทางเขาใช้คำว่า “Recharge batteries” = To have a period of rest and relaxation during which one’s energy is built up again. นั่นเอง

การพักผ่อนด้วยการเดินทางออกไปตามป่าเขาลำเนาไพรแถบเมืองหนาวในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หรือฝรั่งมะกันเรียกว่า Fall แทนที่จะใช้คำว่า Autumn ซึ่งมะกันบอกว่ายืดยาดมากกว่า ใบไม้ต่างพรรณพากันเปล่งสรรพสีสลับกันมองดูสวยเหลือแสนแต่ก็แฝงความเศร้าเพราะเขากำลังร่วงหล่นตามกาลเวลา อันเป็นสัจธรรมในชีวิตคนเราประการหนึ่งในแง่ “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” ซึ่งไม่มีใครจะหนีพ้นได้

เป็นระยะเวลาแรมปีที่ผู้เขียนมีคอลัมน์นี้อยู่ใน “เสรีชัย” ซึ่งปัจจุบันด้วยการถือบังเหียนของคุณบุญญลักษณ์ เจริญกิจการ ได้รุ่งเรืองรุดหน้าไปด้วยความเชื่อถือของคนไทยทั่วสหรัฐ ฯ ในฐานะที่เป็น “เสาหลัก” ของสื่อสารมวลชนอันอุดมด้วย ข่าวสาร ความรู้ ความบันเทิง ครบถ้วน “ล้นขอบ” เป็นที่แจ้งประจักษ์อยู่แล้ว และผู้เขียนเองก็พลอยปีติไปด้วยในฐานะที่มีส่วนร่วม ถึงแม้แต่น้อยนิด ในกระแสแห่งความเจริญก้าวหน้าของ “เสรีชัย” อันย่อมเป็นผลงานที่น่าภาคภูมิใจของคณะผู้จัดทำถ้วนทั่วทุกตัวบุคคลแน่นอน

ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข